ไขความลับแบรนด์ดัง anitech สำเร็จได้เพราะระบบ

Last updated: Dec 12, 2018  |  1905 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวสาร

ไขความลับแบรนด์ดัง anitech สำเร็จได้เพราะระบบ

Highlight: ธุรกิจโตได้เพราะมีระบบดี จุดนี้ที่ทำให้ SME เล็กๆ กำลังสยายปีกสู่ธุรกิจมหาชนที่แข็งแกร่ง

 

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นของแบรนด์ anitech ถึงวันนี้ 11 ปีที่อยู่ในตลาดคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ มาพร้อมกับการเติบโต 600 เท่า ทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า จากปีแรกที่จำหน่ายสินค้าได้หลักพันชิ้น จนกระทั่งปีที่แล้วมียอดจำหน่ายเกินกว่า 2 ล้านชิ้นไปแล้ว โดยไลน์สินค้าครอบคลุมมากกว่า 1 พันรายการ นับตั้งแต่อุปกรณ์ไอที อุปกรณ์มือถือ อุปกณ์เกม และปัจจุบันกำลังขยับไปสู่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และที่สำคัญกำลังอยู่ในช่วงแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ในไม่ช้านี้

 



 

จากการเปิดเผยของผู้บริหารหนุ่มไฟแรงอย่าง พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด บอกว่า การเติบโตที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการเดินตามเป้าหมายที่ต้องการให้สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป เป็นบริษัท Regional ที่ไม่ได้ขายเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ขยายออกไปสู่ตลาด AEC ขณะเดียวกันยังต้องการทำให้บริษัทถูกส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ดังนั้นการเข้าตลาดหลักทรัพย์จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายที่ว่านั้นได้

 

“ผมจะย้ำเสมอว่า อย่ามองการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นความฝันที่คุณจะต้องบรรลุ  แต่ให้มองว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหนึ่งกลยุทธ์ที่เหมาะกับองค์กรคุณหรือเปล่า ต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อน เพราะบางธุรกิจการเข้าตลาดอาจจะไม่เหมาะ ถ้าเข้าไปแล้วอาจจะทำให้แต้มต่อ หรือความสามารถในการแข่งขันลดลงไป ก็จะยิ่งทำให้ลำบาก”

 



 

เรียกได้ว่านี่คือเป้าหมายการก้าวเดินไปข้างหน้าของสมาร์ท ไอดี กรุ๊ป โดยที่มีแบรนด์หัวหอกหลักอย่าง anitech เป็นพระเอก โดยสิ่งสำคัญที่พิชเยนทร์จะเน้นย้ำมาตลอด นั่นคือ การนำเสนอด้วยดีไซน์ ที่มาพร้อมกับคุณภาพ ในราคาที่จับต้องได้ โดยที่มีการรับประกันสินค้าและน่าจะเป็นแบรนด์เดียวในเวลานี้ที่มีการปรับประกันสูงสุด 300,000 บาท และรับประกันทั่วเอเชีย ซึ่งเขามั่นใจว่าการนำเสนอ 3 อย่างนี้พร้อมๆ กัน ยังหาไม่ได้ในสินค้าแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่ anitech สามารถให้สิ่งเหล่านี้กับลูกค้าได้

 

“เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน แต่ดีไซน์อยู่ตลอดไป ดังนั้นสิ่งที่เราทำจึงไม่เคยไปแตะในสิ่งที่เปลี่ยนเร็ว เรารู้ว่าต่อให้เราวิ่งเร็วแค่ไหน ก็ยากที่จะตามทัน สินค้าของเราไปดูเลย 5-6 ปี ยังขายได้อยู่ เพราะเราอยู่ใน Lifestyle Technology ไม่ใช่อะไรที่เป็น WOW Technology เราจะไม่ไปยุ่งกับตลาดนี้ เรามองว่าทำอะไรที่อยู่กับชีวิตคน ขายได้ทุกวัน นั่นคือธุรกิจเรา เราไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี  เรื่องอะไรที่มาไวไปไว เราพร้อมที่จะยืนดูอยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้คนอื่นทำ จนมันเป็นสินค้าที่ปกติ และน่าจะอยู่ไปได้ยาวนาน เราค่อยไปทำ หลายครั้งเราใช้สูตรการเป็น Smart Follower ไม่ใช่ Pioneer เสมอ”

 



 

สำหรับการแตกไลน์ไปสู่กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านนั้น พิชเยนทร์บอกว่าจริงๆ แล้ว เป็นการทำในสิ่งที่อยากทำเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพียงแต่เวลานั้นยังไม่มีความพร้อมเหมือนกับทุกวันนี้ ทั้งในแง่ของความแข็งแกร่งของแบรนด์ ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม จึงเริ่มต้นธุรกิจด้วยสินค้าคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ก่อน จนกระทั่งวันนี้ทุกอย่างพร้อมแล้วจึงนำโปรเจกต์เดิมกลับมาปัดฝุ่น โดยช่วงต้นจะเน้นสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวก่อน เช่น หม้อสุกี้ เตาอบ เครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องทำแซนวิช ฯลฯ ที่ผ่านมาได้มีการทำ Co-Branding กับบาร์บีคิวพลาซ่า 4 รายการด้วยกัน สำหรับในปีนี้มีแผนที่จะตั้งเป้าออกสินค้าใหม่ๆ ให้ได้อีก 50-100 รายการ

 



 

มาถึงตรงนี้พิชเยนทร์ยังเผยความลับให้ฟังด้วยว่า จริงๆ แล้ว การทำธุรกิจนี้ หัวใจไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณขายของได้เก่ง หรือพัฒนา R&D ดีกว่าคนอื่นๆ หัวใจของธุรกิจนี้คือ ระบบงานหลังบ้าน คนที่กระโจนเข้าสู่ธุรกิจนี้เพราะเห็นว่าหน้าบ้านสวยหรู แต่เบื้องหลังของความสวยหรูที่ทุกคนอยากได้นั่น คือ สิ่งที่ทุกคนไม่อยากทำ

 

“หลังบ้านคือหัวใจ ผมเชื่อว่าธุรกิจอยู่ได้เพราะหลังบ้านดี  หน้าบ้านถึงจะสบายใจที่จะออกไปลุย ธุรกิจไหนหลังบ้านเละ ผมไม่เห็นว่าจะไปรอดสักราย ระบบหลังบ้านต้องแข็ง ไม่ใช่ว่าตั้งบริษัทวันนี้ แล้ววันพรุ่งนี้ระบบจะแข็งเลย ทุกอย่างต้องผ่านการลองผิดลองถูก เราเองก็ทำอยู่หลายปีกว่าที่ระบบจะอยู่ตัว”

 



 

เมื่อถามว่า หัวใจของการทำระบบหลังบ้านให้แข็งแกร่งคืออะไร ผู้บริหารสมาร์ท ไอดี กรุ๊ป ตอบชัดเจนว่า มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1. สินค้า ถ้าสินค้าดี จะทำให้มีเวลาไปจัดการอย่างอื่น แต่ถ้าสินค้าไม่ดี คุณจะต้องนั่งแก้ปัญหาทุกวันจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น สำหรับสมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จะยึดที่ User-Centered Design เป็นจุดหลักในการพัฒนาสินค้า 2. คน SME ส่วนใหญ่มักจะมีโอกาสได้คนเก่งยากกว่าองค์กรใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้นอย่ามองแค่ว่าจะต้องหาคนเก่งที่สุด แต่ให้หาคนเหมาะที่สุด นั่นคือสิ่งที่เราทำ โดยการเลือกเอาคนที่เก่งด้าน Attitude ซึ่งตรงนี้จะไม่เกี่ยวกับชื่อเสียงสถาบันแล้ว และไม่เกี่ยวกับเกรดด้วย หาก Attitude ดี และเหมาะกับงาน เชื่อว่าจะสามารถทำผลงานได้ดีพอๆ กับคนเก่ง และสุดท้าย 3.ระบบไอที ธุรกิจไม่สามารถจะโตได้ ถ้าไม่มีระบบไอทีที่ดี ระบบไอทีจำเป็นกับธุรกิจอย่างมาก เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการได้เห็นข้อมูลความเป็นจริงของธุรกิจ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้จะช่วยให้บุกไปข้างหน้าและกล้าที่จะลงทุนมากขึ้น ปัจจุบันเราใช้ระบบ ERP มาเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจ

 

“ถ้าคุณทำในเรื่องที่ไม่ถนัด แล้วมีคนที่ถนัดและเก่งกว่า คุณต้องพิจารณาแล้วว่าจะอยู่ในธุรกิจนี้ต่อไป หรือจะไปในธุรกิจที่คุณถนัดกว่า สุดท้ายต้องกลับมาวิเคราะห์ SWOT ของตัวเอง แต่ถ้าวิเคราะห์แล้วคนอื่นเก่งกว่าคุณหมด แล้วคุณจะอยู่ทำไม ก็เปลี่ยนสิ ทุกอย่างสามารถพลิกได้หมด การแข่งขันเป็นเรื่องดี ถ้าเราทำได้ดีกว่าก็ไปต่อ สู้เขาไม่ได้ก็ปรับกลยุทธ์ใหม่ ในภาษาสตาร์ทอัพมีคำว่า Pivot เหมือนเราพัฒนาสินค้าออกมาตัวหนึ่ง แล้วมันไม่โอเค ก็ต้อง Pivot คือต้องเปลี่ยน บางธุรกิจกว่าจะสำเร็จได้ เปลี่ยนเป็น 10 ครั้งเลยก็มี” พิชเยนทร์ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

 



 

Powered by MakeWebEasy.com