แอนิเทค แตกไลน์ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน ประเดิมตลาดขนาดเล็ก ตั้งเป้า 3 ปีผู้นำ

Last updated: Dec 12, 2018  |  667 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวสาร

แอนิเทค แตกไลน์ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน ประเดิมตลาดขนาดเล็ก ตั้งเป้า 3 ปีผู้นำ

นายพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าและไอที เปิดเผยว่า บริษัทต่อยอดธุรกิจ โดยขยายไลน์ธุรกิจเข้ามาทำตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน และเปิดตัวด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนขนาดเล็กในชื่อ แอนิเทค สมอลล์ โฮม สำหรับเจาะคนรุ่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัททำสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว เพราะเล็งเห็นโอกาสของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนที่มีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท จากภาพรวมของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 229,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งยังมีช่องว่างทางการตลาดโดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีแบรนด์ใดเข้ามาทำตลาด เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่โดยตรง สำหรับแอนิเทค สมอลล์ โฮม ประกอบด้วย 8 ผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายแล้วในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ประกอบด้วย 4 หมวดสินค้าหลัก 8 ผลิตภัณฑ์ อย่างกาต้มน้ำไฟฟ้า เครื่องทำแซนวิช เครื่องปั่นสมูทตี้ เครื่องปั่นน้ำผักผลไม้ หม้อเอนกประสงค์ เตาอบไฟฟ้าขนาดความจุ 9 ลิตร และเตาแม่เหล็กไฟฟ้า รวมมีทั้งหมด 1,000 รายการ และจะเพิ่มเป็น 5,000 รายการในปีหน้า





“บริษัทเริ่มทำตลาดในธุรกิจใหม่นี้ ด้วยการร่วมกับบาร์บีคิวพลาซ่า คว้าลิขสิทธิ์นำลวดลายบาร์บีกอนคาแร็คเตอร์ดังมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นพิเศษลายบาร์บีกอนที่ผลิตจำนวนจำกัด จำหน่ายผ่านร้านบาร์บีคิวพลาซ่า และจำหน่ายผ่าน 11street อีคอมเมิร์ชแพลตฟอร์มรายใหญ่ของประเทศไทยแบบเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมด้วยช่องทางโมเดิร์นเทรด บิ๊กซีพาวเวอร์บาย และได้รับการตอบรับที่ดี และช่วยทำให้แบรนด์แอนิเทคเป็นที่รู้จักในตลาดแพร่หลาย”

ซึ่งปัจจุบันแอนิเทคมีช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศทั้งโมเดิร์นเทรดและเชนไอทีชั้นนำรวมกว่า 8,000 ร้านค้าทั่วประเทศ พร้อมกับการบริการหลังการขาย โดยมีการรับประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทสูงสุดถึง 100,000 บาท นานสุดถึง 2 ปี ซึ่งทั้งหมดจะเข้ามาช่วยผลักดันให้แอนิเทคก้าวขึ้นไปเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับคนรุ่นใหม่ภายในปี 2563 ทั้งในตลาดไทย และอาเซียน ซึ่งขณะนี้ได้เข้าไปตั้งออฟฟิศในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย แล้ว โดยวางเป้าหมายสัดส่วนรายได้ในธุรกิจใหม่นี้เป็น 50% อีก 3 ปีจากนี้ จากปัจจุบันที่ยังมีไม่ถึง 10% ส่วนรายได้หลักมาจากกลุ่มสินค้าไอที อุปกรณ์เสริม กว่า 90%

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th

Powered by MakeWebEasy.com